ตำนานเอล คาเดโฮ (เรื่องแปล)
posted on 27 May 2012 19:00 by nariss in earth directory Fictionแปลจากเรื่องสั้นของ Miguel Ángel Asturias นักเขียนชาวกัวเตมาลาคนโปรด (อัสตูริอัสได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 1967 และเสียชวิตในปี 1974 // El Cadejo เป็นสัตว์ในตำนานพื้นบ้านแถบละตินอเมริกา มีลักษณะคล้ายสุนัขตัวใหญ่ ดวงตาสีแดงเข้ม และกีบเท้าแพะ มีสองสี ขาวและดำ)

...แล้วเจ้าเอล คาเดโฮ ผู้ลักพาเด็กสาวที่ไว้ผมเปียยาวและผูกด้วยขนคอม้า ก็มาปรากฏขึ้นที่หุบเขา
ในตอนนั้น คุณแม่เอลวิราแห่งเซนต์ฟรานซิส อธิการใหญ่ของโบสถ์เซนต์แคเธอรีน คงยังเป็นเพียงแม่ชีฝึกหัดผู้รับหน้าที่ทำแผ่นปังศักดิ์สิทธิ์อยู่ในคอนแวนต์ของคอนเซ็ปชั่นแห่งนั้น เด็กสาวคนหนึ่งเขียนถึงความงามและท่าทางการพูดจาของนางด้วยความไร้เดียงสาว่า ถ้อยคำจากริมฝีปากของนางเป็นดอกไม้แห่งความอ่อนโยนและความรัก
จากหน้าต่างบานใหญ่ที่ไม่เหลือกระจกแล้ว แม่ชีฝึกหัดเคยใช้เฝ้ามองใบไม้ร่วงซึ่งแห้งกรอบจากอุณหภูมิของฤดูร้อน ต้นไม้ผลิดอกสะพรั่งและผลสุกร่วงลงพื้นในสวนข้างคอนแวนต์ เรื่อยไปจนถึงส่วนที่เป็นซากปรักหักพัง ที่ซึ่งใบไม้ที่แผ่ปกคลุมกำแพงผุกร่อนและหลังคาแหว่งโหว่ได้เปลี่ยนห้องหับและเฉลียงทางเดินให้กลายเป็นแดนสวรรค์คลุ้งกลิ่นโคลนบูคาโรและกุหลาบป่า ส่วนที่เป็นศาลาสำหรับจัดพิธีเฉลิมฉลองตามที่มีบันทึกไว้ แม่ชีทั้งหลายถูกแทนที่ด้วยฝูงนกพิราบเท้าสีชมพูและเสียงเพลงสวดถูกแทนด้วยเสียงรัวของชิมาร์รอน ม็อคคิงเบิร์ด
ข้างนอกหน้าต่างของนางซึ่งอยู่ในห้องที่ยุบยวบลงมาและมีร่มเงาอันอบอุ่น เป็นที่ซึ่งฝูงผีเสื้อสะบัดละอองจากปีกจนกลายเป็นม่านไหม ผสานกับความเงียบสงบตรงลานบ้าน ซึ่งถูกรบกวนจากจิ้งเหลนที่ผ่านไปมา และกลิ่นหอมละมุนละไมของใบไม้ซึ่งได้ทวีอาการอันอ่อนโยนของต้นไม้ที่รากของมันม้วนขดอยู่กับกำแพงอันแสนเก่าแก่
ภายในห้อง ด้วยศรัทธามั่นต่อพระเจ้า ซึ่งเลาะเปลือกของผลไม้ศักดิ์สิทธิ์จนเผยให้เห็นเนื้อและเมล็ดอันเป็นพระกายแห่งพระคริสต์ ซึ่งมีความยาวเพียงแกนในของผลส้มเท่านั้น – vere tu es Deus absconditus! ("แท้จริงพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงซ่อนพระองค์” อิสยาห์ 45:15) – เอลวิร่าแห่งเซนต์ฟรานซิสรวมจิตวิญญาณและเลือดเนื้อของนางกลับไปยังบ้านในวัยเยาว์ ซึ่งมีกลอนอันหนาหนักกับกุหลาบสีสดใส มีบานประตูซึ่งส่งเสียงร่ำไห้เป็นสายลมเอื่อย และมีผนังที่สะท้อนอยู่ในบ่อน้ำพุเหมือนรอยฝ้ามัวจากลมหายใจบนแผ่นกระจกใส
ในตอนนั้น คุณแม่เอลวิราแห่งเซนต์ฟรานซิส อธิการใหญ่ของโบสถ์เซนต์แคเธอรีน คงยังเป็นเพียงแม่ชีฝึกหัดผู้รับหน้าที่ทำแผ่นปังศักดิ์สิทธิ์อยู่ในคอนแวนต์ของคอนเซ็ปชั่นแห่งนั้น เด็กสาวคนหนึ่งเขียนถึงความงามและท่าทางการพูดจาของนางด้วยความไร้เดียงสาว่า ถ้อยคำจากริมฝีปากของนางเป็นดอกไม้แห่งความอ่อนโยนและความรัก
จากหน้าต่างบานใหญ่ที่ไม่เหลือกระจกแล้ว แม่ชีฝึกหัดเคยใช้เฝ้ามองใบไม้ร่วงซึ่งแห้งกรอบจากอุณหภูมิของฤดูร้อน ต้นไม้ผลิดอกสะพรั่งและผลสุกร่วงลงพื้นในสวนข้างคอนแวนต์ เรื่อยไปจนถึงส่วนที่เป็นซากปรักหักพัง ที่ซึ่งใบไม้ที่แผ่ปกคลุมกำแพงผุกร่อนและหลังคาแหว่งโหว่ได้เปลี่ยนห้องหับและเฉลียงทางเดินให้กลายเป็นแดนสวรรค์คลุ้งกลิ่นโคลนบูคาโรและกุหลาบป่า ส่วนที่เป็นศาลาสำหรับจัดพิธีเฉลิมฉลองตามที่มีบันทึกไว้ แม่ชีทั้งหลายถูกแทนที่ด้วยฝูงนกพิราบเท้าสีชมพูและเสียงเพลงสวดถูกแทนด้วยเสียงรัวของชิมาร์รอน ม็อคคิงเบิร์ด
ข้างนอกหน้าต่างของนางซึ่งอยู่ในห้องที่ยุบยวบลงมาและมีร่มเงาอันอบอุ่น เป็นที่ซึ่งฝูงผีเสื้อสะบัดละอองจากปีกจนกลายเป็นม่านไหม ผสานกับความเงียบสงบตรงลานบ้าน ซึ่งถูกรบกวนจากจิ้งเหลนที่ผ่านไปมา และกลิ่นหอมละมุนละไมของใบไม้ซึ่งได้ทวีอาการอันอ่อนโยนของต้นไม้ที่รากของมันม้วนขดอยู่กับกำแพงอันแสนเก่าแก่
ภายในห้อง ด้วยศรัทธามั่นต่อพระเจ้า ซึ่งเลาะเปลือกของผลไม้ศักดิ์สิทธิ์จนเผยให้เห็นเนื้อและเมล็ดอันเป็นพระกายแห่งพระคริสต์ ซึ่งมีความยาวเพียงแกนในของผลส้มเท่านั้น – vere tu es Deus absconditus! ("แท้จริงพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงซ่อนพระองค์” อิสยาห์ 45:15) – เอลวิร่าแห่งเซนต์ฟรานซิสรวมจิตวิญญาณและเลือดเนื้อของนางกลับไปยังบ้านในวัยเยาว์ ซึ่งมีกลอนอันหนาหนักกับกุหลาบสีสดใส มีบานประตูซึ่งส่งเสียงร่ำไห้เป็นสายลมเอื่อย และมีผนังที่สะท้อนอยู่ในบ่อน้ำพุเหมือนรอยฝ้ามัวจากลมหายใจบนแผ่นกระจกใส
เสียงของเมืองทำลายความสงบที่หน้าต่างลง เป็นความโศกเศร้าในนาทีสุดท้ายของผู้โดยสารยามได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวตอนเรือถอนสมอออกจากท่า ทั้งเสียงหัวเราะของชายที่พาม้าห้อตะบึงเพื่อให้ถึงจุดหมาย เสียงล้อเกวียนหมุน หรือเสียงร้องไห้ของเด็ก

ม้า เกวียน ผู้ชาย และเด็กลอยผ่านสายตา นางนึกขึ้นมาท่ามกลางทิวทัศน์ของชนบท ภายใต้ท้องฟ้าที่ความสงบปลอดโปร่งของมันสะกดสายตาอันรอบรู้ของบ่อน้ำพุซึ่งนั่งโอบอุ้มผืนน้ำด้วยท่าทางระทมทุกข์ที่มีมาเนิ่นนานของหญิงรับใช้ชราภาพ
ภาพเหล่านั้นประกอบขึ้นด้วยกลิ่นต่างๆ ท้องฟ้ามีกลิ่นเหมือนท้องฟ้า เด็กมีกลิ่นเหมือนเด็ก ทุ่งหญ้ามีกลิ่นเหมือนทุ่งหญ้า เกวียนมีกลิ่นเหมือนฟาง ม้ามีกลิ่นเหมือนพุ่มกุหลาบเก่าแก่ ผู้ชายมีกลิ่นเหมือนนักบุญ บ่อน้ำมีกลิ่นเหมือนร่มเงา ร่มเงามีกลิ่นเหมือนวันพักผ่อนวันอาทิตย์และวันพักผ่อนของพระเจ้านั้นก็มีกลิ่นเหมือนผ้าที่เพิ่งซักเสร็จใหม่หมาด
ความมืดกำลังคืบคลานเข้ามาแล้ว ร่มเงาต่างๆ ลบห้วงคำนึง ซึ่งเป็นส่วนประกอบอันเรืองรองในอณูฝุ่นที่แหวกว่ายระยิบระยับอยู่กลางลำแสงแดดของตนลง ระฆังยื่นริมฝีปากไปจนชิดถ้วยของยามเย็นอย่างไร้สุ้มเสียง ผู้ใดกล่าวถึงการจุมพิตอย่างนั้นหรือ? สายลมพัดดอกฮีลิโอโทรปจนสะบัดไหว ฮีลิโอโทรปหรือฮิปโปแคมปิกันนะ? และฝูงฮัมมิงเบิร์ดก็ดับความปรารถนาต่อพระเจ้าลงได้ในสายธารแห่งดอกไม้ แล้วผู้ใดกล่าวถึงการจุมพิตเล่า?
เสียงลงส้นเท้าอย่างรีบร้อนทำให้นางรู้สึกตัว เสียงของมันดังไปตามขอบเฉลียงเหมือนกับไม้ตีกลอง
นางได้ยินถูกหรือเปล่านะ? เสียงนั่นจะเป็นชายผู้มีขนตายาวที่มาทุกค่ำวันศุกร์เพื่อนำแผ่นปังศักดิ์สิทธิ์ไปยังเมืองซึ่งอยู่ห่างออกไปอีกเก้าเมือง ไปยังหุบเขาวัลเลย์ ออฟ เดอะ เวอร์จิ้น ที่ซึ่งมีวิเวกอารามอันสงบสบายตั้งอยู่บนยอดเขาหรือเปล่า?
ใครๆ ต่างเรียกเขาว่าพ่อดอกบ๊อบบี้ สายลมพัดผ่านใต้ฝ่าเท้าของเขา พอเสียงซึ่งดังเหมือนก้าวย่างของแพะหยุดลง เขาคงอยู่ตรงนั้น ปรากฎกายดังภูติผี มีหมวกที่ถืออยู่ในมือ และรองเท้าบู้ทขนาดกระจิริดสีเหลืองอร่ามซึ่งถูกคลุมอยู่ใต้โค้ทตัวยาวสีน้ำเงิน เขาเคยรอกล่องขนมปังอยู่ตรงหน้าประตู

ใช่แล้ว เป็นเขานั่นเอง แต่ครั้งนี้เขาถลาเข้ามาด้วยท่าทางน่าหวาดกลัว ราวกับพยายามจะหยุดยั้งเหตุร้ายหายนะบางอย่าง
“คุณผู้หญิง โธ่ คุณผู้หญิง!” เขาก้าวเข้ามาพร้อมกับตะโกน
“พวกนั้นกำลังจะตัดผมของคุณ! พวกนั้นกำลังจะตัดมันทิ้ง!”
เมื่อเห็นเขาเข้ามาข้างในอย่างเกรี้ยวกราดและรวดเร็ว แม่ชีฝึกหัดผุดลุกขึ้นหวังจะไปที่ประตู แต่เพราะสวมรองเท้าที่ได้รับบริจาคมาจากแม่ชีอัมพาตคนหนึ่งซึ่งสวมมันตอนที่นางยังมีชีวิตอยู่ ทันทีที่ได้ยินเสียงตะโกนของเขา นางจึงรู้สึกราวกับแม่ชีผู้มีชีวิตโดยไม่ได้ขยับเขยื้อนร่างคนนั้นได้เหยียบลงบนเท้าของนางเสียแล้ว และนางไม่อาจก้าวเท้าออกไปได้...
“คุณผู้หญิง โธ่ คุณผู้หญิง!” เขาก้าวเข้ามาพร้อมกับตะโกน
“พวกนั้นกำลังจะตัดผมของคุณ! พวกนั้นกำลังจะตัดมันทิ้ง!”
เมื่อเห็นเขาเข้ามาข้างในอย่างเกรี้ยวกราดและรวดเร็ว แม่ชีฝึกหัดผุดลุกขึ้นหวังจะไปที่ประตู แต่เพราะสวมรองเท้าที่ได้รับบริจาคมาจากแม่ชีอัมพาตคนหนึ่งซึ่งสวมมันตอนที่นางยังมีชีวิตอยู่ ทันทีที่ได้ยินเสียงตะโกนของเขา นางจึงรู้สึกราวกับแม่ชีผู้มีชีวิตโดยไม่ได้ขยับเขยื้อนร่างคนนั้นได้เหยียบลงบนเท้าของนางเสียแล้ว และนางไม่อาจก้าวเท้าออกไปได้...

...เสียงร่ำไห้ เช่นเดียวกับดวงดาว มันสั่นเครืออยู่ในลำคอ ฝูงนกบินตัดแสงขะมุกมัวของพลบค่ำท่ามกลางซากปรักหักพักอันทึมเทาและเป็นง่อย ยูคาลิปตัสยักษ์สองต้นกำลังสวดอภัยบาป
การติดอยู่กับซากเท้าไร้ชีวิต ขยับเขยื้อนไม่ได้ ทำให้นางร้องไห้ออกมาอย่างสิ้นหวัง กลืนน้ำตาอย่างเงียบงันเหมือนคนเจ็บป่วยที่ส่วนต่างๆ ของร่างกายเริ่มแห้งผากและเย็นลงทีละน้อย นางรู้สึกเหมือนคนตายที่ถูกกลบด้วยดินสกปรก รู้สึกว่าในหลุมศพของตัวเอง ซึ่งชุดเด็กกำพร้ามีโคลนเปื้อนอยู่เต็มไปหมดนั้น มีพุ่มกุหลาบของถ้อยคำสีขาวเบ่งบานอยู่ และอย่างช้าๆ ความท้อแท้ก็เปลี่ยนไปเป็นความสงบอันเปี่ยมสุข ขณะเดินอยู่แถวพุ่มกุหลาบ เหล่าแม่ชีกำลังตัดดอกกุหลาบจากอีกพุ่มหนึ่งเพื่อนำไปประดับแท่นบูชาของแม่พระผู้บริสุทธิ์และดอกกุหลาบเหล่านั้นก็บานในเดือนพฤษภาคม และกลิ่นหอมที่แผ่กระจายเหมือนใยแมงมุมก็ลวงล่อแม่พระแม่เอาไว้เหมือนดังแมลงเรืองแสง
แต่ความรู้สึกถึงความเปล่งปลั่งของร่างกายภายหลังความตายกลับเป็นความสุขอันแสนสั้น

เหมือนว่าวที่สายป่านขาดลงฉับพลันขณะลอยอยู่กลางหมู่เมฆ น้ำหนักของผมเปียดึงนางและเสื้อผ้าทั้งชุดจนล้มคะมำแล้วดิ่งลงสู่นรกโลกันตร์ ความลึกลับนั้นอยู่ในผมเปียของนาง เป็นบทสรุปของชั่วขณะอันเจ็บปวดรวดร้าว นางหมดสติไปนานสองอึดใจและรู้สึกตัวกลับมายังพื้นดินอีกครั้งตอนที่เกือบพุ่งลงไปในบ่อน้ำเดือดที่ซึ่งภูติผีปิศาจผุดขึ้นเป็นพรายฟองอันเดือดพล่าน ภาพความจริงที่น่าจะเกิดขึ้นเปิดออกเหมือนพัดซึ่งคลี่ไปรอบๆ ตัวนาง ประกอบด้วยค่ำคืนที่หอมหวานด้วยขนมพัพฟ์ ต้นสนที่มีกลิ่นเหมือนแท่นบูชา ละอองชีวิตที่ติดอยู่ตามขนของแมวแห่งสายลม ไร้รูปร่าง ไร้สีสัน พวกมันตะกุยน้ำในบ่อน้ำพุ และทำให้กระดาษเก่าๆ ปลิวว่อน
ทั้งหน้าต่างและตัวของนางเองต่างก็เปี่ยมล้นด้วยความสุขจากสรวงสวรรค์...
ทั้งหน้าต่างและตัวของนางเองต่างก็เปี่ยมล้นด้วยความสุขจากสรวงสวรรค์...

“คุณผู้หญิงครับ ตอนผมเข้าร่วมพิธีรับศีลศักดิ์สิทธิ์นั้น พระเจ้าช่างมีรสชาติที่ชวนให้นึกถึงมือของคุณเหลือเกิน!” ผู้สวมโค้ทตัวยาวกระซิบ ขณะทิ้งแผงขนตาของเขาลงปิดดวงตาสีถ่าน
แม่ชีฝึกหัดดึงมือออกจากแผ่นปังศักดิ์สิทธิ์ทันทีที่ได้ยินคำหมิ่นพระเจ้า นี่ไม่ใช่ความฝันเสียแล้ว! จากนั้นนางจึงลองจับแขนของตัวเอง จับไหล่ ลำคอ ใบหน้า และผมเปียเส้นนั้น นางกลั้นใจชั่วอึดใจแต่ยาวนานราวศตวรรษ เมื่อตอนที่ได้สัมผัสกับผมเปียของตัวเอง นี่ไม่ใช่ความฝันเสียแล้ว! เส้นผมอุ่นๆ ในมือทำให้นางรู้สึกตัว และตระหนักถึงอันตรายในเสน่ห์เย้ายวนของความเป็นหญิง ซึ่งเกิดพร้อมกับการสมรสอย่างโหดร้ายกับพ่อดอกบ๊อบบี้และเทียนที่ลุกโชนอยู่ตรงมุมห้อง ซึ่งมีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเช่นเดียวกับโลงศพ แสงเทียนตอกย้ำภาพความจริงที่ไม่จะน่าเกิดขึ้นของคนรักที่เหยียดแขนของตนออกดังพระคริสต์ ผู้กลับกลายเป็นค้างคาวในพิธีรับศีลสำหรับคนใกล้ตาย และเนื้อตัวของนางก็อยู่ตรงนี้เสียด้วย! นางหลับตาลงเพื่อจะหลบหนี ปกคลุมตัวเองอยู่ในความมืด จากภาพที่มาจากนรกโลกันตร์ จากภาพของชายผู้ลูบไล้ลงไปตามส่วนที่เป็นผู้หญิงของนาง เพราะเขาเป็นผู้ชายนั่นเอง – ช่างเป็นบาปปรารถนาอันน่ารังเกียจที่สุด – แต่พอนางหลุบเปลือกตาโค้งมนและซีดเผือดคู่นั้นลง แม่ชีอัมพาตก็ทำท่าว่าจะเดินไปจากรองเท้าของนางทันที แล้วน้ำตาก็เอ่อล้นจนต้องลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว นางมองฝ่าเข้าไปในความมืด ลืมตา แล้วปล่อยให้ส่วนที่อยู่ลึกลงไปข้างในไหลผ่านลูกตาดำที่กลอกกลิ้งไปมาราวหนูติดกับ ทั้งดุร้าย และไร้ความรู้สึก สีเลือดเหือดหายไปจากแก้ม มันติดอยู่ระหว่างเสียงครวญครางจากความเจ็บปวดเจียนตายอันแปลกประหลาดซึ่งนางแบกไว้ที่เท้า กับผมเปียซึ่งเป็นสายธารของแท่งถ่านมีชีวิตที่บิดพันเป็นเกลียวเหมือนเปลวไฟลึกลับที่ลุกไหม้อยู่บนแผ่นหลัง
นั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่นางรับรู้ เหมือนคนต้องมนตร์จนดิ้นไม่หลุด ด้วยเสียงร่ำไห้จากลิ้นซึ่งคล้ายถูกฉาบไว้ด้วยยาพิษ เช่นเดียวกับที่หัวใจ นางหลุดพ้นจากการเป็นซากศพและผู้ชายคนนั้น ด้วยอาการเกือบคลุ้มคลั่ง นางกวาดขนมปังหกกระจัดกระจาย เพื่อควานหากรรไกรจนพบ แล้วนางก็ตัดผมเปียทิ้ง พอเป็นอิสระจากมนตร์สะกดนั้นแล้ว นางก็ดิ่งตรงไปหาที่หลบซ่อนอันปลอดภัยของคุณแม่อธิการทันที และไม่รู้สึกว่าเท้าของแม่ชีคนนั้นมาเหยียบลงบนเท้าของนางอีกเลย...

แต่เมื่อผมเปียเส้นนั้นร่วงลง มันก็ไม่ได้เป็นผมเปียอีกต่อไป มันเลื้อยขึ้นลงไปตามไปชั้นบางๆ ของแผ่นปังศักดิ์สิทธิ์ที่กระจัดกระจายอยู่ตามพื้น
พ่อดอกบ๊อบบี้หันเข้าหาแสงสว่าง หยาดน้ำตาเต้นระริกอยู่บนขนตาของเขาเหมือนไฟเปลวสุดท้ายซึ่งริบหรี่อยู่บนจุดสีดำของก้านไม้ขีดใกล้ดับ เขาค่อยๆ ไถตัวไปตามผนังด้วยลมหายใจที่อ่อนลงเรื่อยๆ โดยไม่ได้รบกวนความเงามืด ไม่มีเสียง และหมดหวังจะไปให้ถึงเปลวไฟซึ่งเขาเชื่อว่าจะช่วยให้พ้นบาปได้แล้ว แต่ไม่ช้าย่างก้าวอย่างระแวดระวังนั้นก็เปลี่ยนเป็นการวิ่งหนีด้วยความกลัว สัตว์เลื้อยคลานที่ไม่มีหัวตัวนั้นกำลังเลื้อยผ่านกองเนินของแผ่นปังศักดิ์สิทธิ์ซึ่งอุทิศแด่พระเจ้าและตรงดิ่งเข้าหาเขา มันลากตัวเองเข้าไปใต้ฝ่าเท้าของเขาเหมือนกองเลือดสีดำของสัตว์ตายและทั้นใดนั้นเอง ขณะที่เขาเกือบจะฉวยแสงสว่างเอาไว้ได้ มันก็กระโจนเข้าใส่แท่งเทียนด้วยความเร็วเหมือนน้ำที่พุ่งทะลักแล้วม้วนตัวพันไปรอบๆ เหมือนแส้ซึ่งทำให้เทียนเผาผลาญตัวเองจนหมดเพื่อให้วิญญาณของเขาผู้ถึงคราวสิ้นใจจะได้ดับลงพร้อมกันตลอดกาล และพ่อดอกบ๊อบบี้ผู้ซึ่งต้นกระบองเพชรยังคงหลั่งน้ำตาสีขาวให้จึงพบกับจุดจบชั่วนิจนิรันดร์
เจ้าปิศาจจากไปเหมือนลมหายใจที่พัดผ่านมัดเปียไร้ชีวิตซึ่งตกอยู่บนพื้นเมื่อเปลวเทียนดับลง
และในตอนเที่ยงคืน ซึ่งได้เปลี่ยนร่างเป็นสัตว์ตัวยาวเหยียด ขนาดสองเท่าของแกะตัวผู้ในคืนจันทร์เพ็ญ และใหญ่โตเท่าต้นวิปปิ้งวิลโลในคืนข้างขึ้น พร้อมด้วยกีบเท้าของแพะ หูของกระต่าย และใบหน้าค้างคาว พ่อดอกบ๊อบบี้ถูกลากลงนรกผมเปียสีดำของแม่ชีฝึกหัด ผู้ซึ่งในตอนนั้นน่าจะเป็นคุณแม่เอลวิราแห่งเซนต์ฟรานซิส และนั่นคือการถือกำเนิดของ “เอล คาเดโฮ” ซึ่งระหว่างนั้นเอง ขณะที่คุกเข่าอยู่ในห้อง และเผยยิ้มดังเทพธิดา นางก็ฝันถึงดอกลิลลีและฝูงแกะลึกลับ
และในตอนเที่ยงคืน ซึ่งได้เปลี่ยนร่างเป็นสัตว์ตัวยาวเหยียด ขนาดสองเท่าของแกะตัวผู้ในคืนจันทร์เพ็ญ และใหญ่โตเท่าต้นวิปปิ้งวิลโลในคืนข้างขึ้น พร้อมด้วยกีบเท้าของแพะ หูของกระต่าย และใบหน้าค้างคาว พ่อดอกบ๊อบบี้ถูกลากลงนรกผมเปียสีดำของแม่ชีฝึกหัด ผู้ซึ่งในตอนนั้นน่าจะเป็นคุณแม่เอลวิราแห่งเซนต์ฟรานซิส และนั่นคือการถือกำเนิดของ “เอล คาเดโฮ” ซึ่งระหว่างนั้นเอง ขณะที่คุกเข่าอยู่ในห้อง และเผยยิ้มดังเทพธิดา นางก็ฝันถึงดอกลิลลีและฝูงแกะลึกลับ


ดีไซน์ได้แรงบันดาลใจจากส่วนหนึ่งของชื่อพระราชนิเวศน์ฯ (มฤค = กวาง)





