mars

13 july 2007... ให้หมัดกัดสิ!

ในที่สุดความรู้สึกห่วยๆ ก็กลับมาเยือนอีกครั้ง เป็นความรู้สึกที่ผุดขึ้นตรงกลางหัวใจแล้วไหลเวียนไปทั่วร่างพร้อมกับการสูบฉีดโลหิต ส่งผลให้ร่างกายและจิตใจห่อเหี่ยวอ่อนล้าอย่างไม่มีกำหนดหาย

ย้อนกลับไปสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ขณะนั่งจมอยู่กับความนึกคิดอันบรมห่วยของตัวเองอยู่บนถนนพระอาทิตย์ ในร้านขายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการเยียวยาจิตใจด้วยศาสตร์แห่งพลังธรรมชาติอันลี้ลับ พร้อมฟังเพลงที่เป็นเสียงน้ำไหล-ใบไม้ร่วงฉบับสังเคราะห์ คนแปลกหน้าคนหนึ่งถึงกับเดินมาถามฉันผู้ซึ่งกำลังอยู่ในห้วงทุกข์กระจิดริด (แต่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยภาพลวงขนาดมหึมา) ก่อนที่บทสนทนาอันระวังระไวจะจบลง คนแปลกหน้าได้บอกแก่ฉันด้วยความเมตตาว่า อันความรู้สึกห่วยแตกนี้แท้จริงแล้วเกิดจากการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลจนเคยตัว วิธีแก้ง่ายนิดเดียวนั่นคือการพลิกความสำคัญตนให้เหลือเพียงฟันเฟืองเล็กๆ ซึ่งหมุนไปเพื่อบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า อย่างง่ายๆ ก็คือการทำอะไรเพื่อคนอื่นบ้าง ซึ่งฉันยืนยันว่าได้ทำเพื่อคนอื่นอยู่เสมอหากไม่เหลือบ่ากว่าแรง คนแปลกหน้าจึงสัมผัสบ่าของฉัน ถ้าเช่นนั้นก็ไม่สมควรจะรู้สึกว่าตัวเองห่วยอีกต่อไป หรือไม่ก็เพราะที่ฉันเคยทำมานั้นยังไม่เพียงพอ!

ที่พึ่งพิงของเฟืองชำรุด

ป้านิดากับลุงสัญญาเลี้ยงหมาแมวที่ถูกทอดทิ้งไว้ร่วม 300 ตัว ในจำนวนนี้ได้รวมที่ถูกทำร้ายและเจ็บป่วยเอาไว้ด้วย ในจำนวนนี้ได้รวมเป็ด ไก่ และหมูป่า 2 ตัวเอาไว้ด้วย

ตอนแรกที่ได้ข่าวการขอรับบริจาคเพื่อนำไปช่วยป้ากับลุง ฉันคงแค่ช่วยสมทบทุนไปตามเรื่องตามราวเท่านั้น ถ้าไม่บังเอิญว่าได้ล้มป่วยลงเสียก่อนหน้านั้นหนึ่งวันด้วยโรคสิ้นหวังซึ่งผุดขึ้นตรงกลางหัวใจแล้วไหลเวียนไปทั่วร่างพร้อมกับการสูบฉีดโลหิต ส่งผลให้ร่างกายและจิตใจห่อเหี่ยวอ่อนล้าอย่างไม่มีกำหนดหาย (ถึงแม้หมอจะวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระเพาะก็ตาม) เหตุการณ์ที่ถนนพระอาทิตย์ได้โอกาสย้อนกลับมา ดังนั้น ฉันจึงลากสังขารไปเยี่ยมป้านิดากับลุงสัญญาและหมาแมวทั้งหลายเหล่านั้น ในฐานะเฟืองตัวหนึ่งซึ่งมักจะหมุนผิดทางเป็นประจำ ซึ่งมักจะหมุนผิดจังหวะเป็นประจำ และซึ่งมักจะคิดว่าตัวเองมีขนาดใหญ่กว่าความเป็นจริงเป็นประจำ ฉันอยากเห็นว่าเฟืองตัวอื่นๆ ทำหน้าที่ของเขาอย่างไร และอยากมีโอกาสสักเล็กน้อยที่จะได้สัมผัสบางสิ่งซึ่งยิ่งใหญ่กว่า...

 

เฟืองขนาดเล็กที่เคยถูกทอดทิ้ง

ผู้ชายจากดาวหมา ผู้หญิงจากดาวแมว
จากหนังสือ 3 เล่มที่เคยอ่าน 'ผู้ชายมาจากดาวอังคาร ผู้หญิงมาจากดาวศุกร์' 'Cats are from Venus, Dogs are from Mars' และ 'กาแฟและชา หมาและแมว' สรุปได้ว่าอย่างนั้น

ผู้ชาย ดาวอังคาร หมาและกาแฟ : ถูกจัดให้อยู่ในหมวดกระตือรือร้น สนุกสนาน ก้าวร้าว เปิดเผยและเป็นกันเอง ผู้หญิง ดาวศุกร์ แมวและชา : ถูกจัดให้อยู่ในหมวดรักสวยรักงาม ครุ่นคิด อ่อนโยน ลึกลับและมีพิธีรีตอง ความแตกต่างดึงดูดสองขั้วเข้าหากัน

สำหรับฉันชาติก่อนคงเกิดเป็นกาแฟแล้วชาติต่อมาก็เกิดเป็นหมา! ถึงได้ห่างไกลความเป็นแมวขนาดหนัก ผู้ชายบางคนก็กลับเหมือนแมวเสียยิ่งกว่า เพราะความแตกต่างที่ดึงดูดสองขั้วเข้าหากัน ฉันก็เลยตกหลุมรักผู้ชายแมวๆ อยู่เสมอ คุณพี่เข็ม-กฤตธีราตั้งข้อสังเกตไว้ในหนังสือของเธอว่า สาเหตุที่เราเห็นหมาถูกรถชนบนท้องถนนมากกว่าแมว เป็นเพราะแมวเลือกที่จะไม่ข้ามถนนเลยต่างหาก... ทำไมฉันไม่ฉลาดอย่างแมวบ้างวะ :P

ที่บ้านป้านิดาแม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์อันจำกัดแต่ชาวแมวยังรักษาความเป็นตัวเองได้อย่างดี เย่อหยิ่งและไม่ฟูมฟาย ผิดกับชาวหมา... ถ้าไม่ซึมเศร้าหวาดระแวงก็เรียกร้องจนน่าสงสาร... ถึงเวลาต้องเรียนรู้ความเป็นแมวบ้างเสียแล้ว!

...

posted on 19 Aug 2010 23:53 by nariss in mars

หนักแน่น หรือ ดื้อด้าน... แน่ใจได้ยังไงว่าเราเป็นแบบไหน?

มุ่งมั่น หรือ มืดบอด... แน่ใจได้ยังไงว่าเราเป็นแบบไหน?

(ฉันเคยรักตัวเองมากกว่านี้... แต่ก็ยังเกลียดมันไม่ลงอยู่ดี)

โศกนาฎกรรม

posted on 22 Mar 2010 03:31 by nariss in mars

นกตัวนั้นหลบอยู่ตรงลานหน้าประตูบ้านตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ฉันเห็นมันตอนที่ตัวเองเดินเฉียดเข้าไปใกล้จนเกือบจะเหยียบมันแล้ว มันไม่บินหนีหรือหลบหลีก น่าประหลาดที่ความรู้สึกถึงความตายอันน่าเศร้าผุดขึ้นในใจอย่างไม่มีเหตุผล ไม่ทันไรหมาที่เลี้ยงไว้ในบ้านก็วิ่งออกมาไล่งับ เจ้านกบินหนีรอดไปอย่างหวุดหวิด ขนมันหลุดมากระจุกหนึ่ง ตอนนั้นคิดว่าตัวเองคิดมากไปเอง ดูเอาเถอะ มันเป็นถึงนกพิราบที่พร้อมจะบินหนีไปอย่างว่องไว

ไม่นานหลังจากนั้นมันก็บินลงมาตรงที่เดิมอีก คราวนี้ฉันปิดประตูขังหมาไว้ในบ้านแล้วเดินออกไปนั่งมองมัน คิดว่ามันอาจหิว จึงเอาอาหารนกให้กิน มันกินเพียงไม่กี่เม็ดก็หยุด แล้วเดินกลับไปยืนที่เดิม ใกล้กับประตูบ้าน ฉันนั่งคุยกับมันครู่หนึ่ง เตือนมันว่าตรงนี้อันตรายมาก มันควรจากไปโดยเร็ว มีหมาสามตัวซึ่งพร้อมจะขย้ำมันได้ทันทีอยู่ในบ้าน ฉันยังรู้สึกถึงความตายที่แผ่ออกมาจากมันจนอดหวั่นไหวไม่ได้ รู้สึกเศร้าอย่างบอกไม่ถูกเมื่อมองเข้าไปในดวงตาคู่นั้น แต่คิดว่าคงไม่มีอะไร นกมักบินหนีได้เร็วเสมอ..

ฉันเข้าบ้านปิดประตูแล้วแอบมองดูมันอยู่นาน เจ้านกยังเดินวนเวียนระหว่างหน้าประตูบ้านกับที่จอดรถ อากาศในบ้านร้อนจนทนรอให้มันบินจากไปเองนานกว่านี้ไม่ไหวแล้ว เมื่อได้จังหวะที่มันเดินไกลออกไปยังที่จอดรถ ฉันจึงเปิดประตูบ้านออกเพื่อรับลม คำนวนระยะทางในใจว่ากว่าที่หมาจะวิ่งไปถึงจุดที่มันเดินอยู่ตอนนี้ มีเวลาให้บินหนีมากกว่าคราวก่อนเสียอีก แต่ทั้งหมดคือความผิดพลาด ครั้งนี้เจ้านกนั่นกลับไม่บินไวอย่างที่คิด มันหนีไม่พ้นคมเขี้ยวของหมาตัวเดิม ฉันเห็นวินาทีสุดท้ายนั้นกับตา ฉันเห็นแววตามันก่อนสิ้นใจ สำนึกผิดบาปทั้งมวลเทลงมาที่ฉันจนแทบแบกรับไม่ไหว และทิ้งคำถามให้ค้างในใจ อะไรที่ทำให้มันบินกลับมาหาความตาย...

เสียเจ้า

posted on 16 Jun 2008 01:19 by nariss in mars

อังคาร กัลยาณพงศ์

เสียเจ้าราวร้าวมณีรุ้ง
มุ่งปรารถนาอะไรในหล้า
มิหวังกระทั่งฟากฟ้า
ซบหน้าติดดินกินทราย

จะเจ็บจำจนถึงปรโลก
ฤารอยโศกรู้ร้างจางหาย
จะเกิดกี่ฟ้ามาตรมตาย
อย่าหมายว่าจะให้หัวใจ

หากเจ้าอุบัติบนสรวงสวรรค์
ข้าขอลงโลกันตร์หม่นไหม้
สูเป็นไฟ เราเป็นไม้
ให้ทำลายสิ้นถึงวิญญาน

แม้แต่ธุลีมิอาลัย
ลืมเจ้าไซร้ชั่วกัลปาวสาน
แม้นชาติไหนเกิดไปพบพาน
จะทรมานควักทิ้งทั้งแก้วตา

ตายไปอยู่ใต้รอยเท้า
ให้เจ้าเหยียบเล่นเหมือนเส้นหญ้า
เพื่อจดจำพิษช้ำนานา
ไปชั่วฟ้าชั่วดินสิ้นเอย

('Untitled green', 2004, oil on canvas, 90x90 cm.)